Beyond Wealth | 7 กรกฎาคม 2569
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่ Underperform มากที่สุดของโลกในปีนี้ โดยดัชนี JCI ปรับตัวลดลง -31.46% YTD (ณ 6 ก.ค. 2569)
โดยแรงขายส่วนใหญ่มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความกังวลด้านธรรมาภิบาลที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น กระทบต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซียตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา
แต่คำถามสำคัญคือ พื้นฐานของอินโดนีเซียแย่ลงจริง หรือราคาหุ้นกำลังสะท้อนความกลัวมากเกินไป?
(1) เศรษฐกิจยังมีแรงกดดัน แต่เริ่มเห็นสัญญาณ Bottom Out
อินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นและภาคการผลิตชะลอตัว สะท้อนผ่าน PMI ที่อ่อนแอลง
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ยังไม่ได้ปรับประมาณการลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย Bloomberg Consensus ยังคาดว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตประมาณ 5.0% ใกล้เคียงกับที่คาดไว้ตั้งแต่ต้นปี สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจจะเจอแรงกดดัน แต่ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะชะลอตัวหรือถดถอย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนราคา LNG เพื่อลดต้นทุนภาคการผลิตและพยุงการจ้างงาน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย เราจึงมองว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียมีโอกาสเข้าสู่ช่วง Bottom Out
(2) Valuation ถูกที่สุดในรอบ 17 ปี จากราคาที่วิ่งสวนทางกำไร
ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ดัชนี JCI ซื้อขายที่ระดับ Forward PE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวประมาณ -3 Standard Deviations (ข้อมูลย้อนหลัง 20 ปี) ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกปี 2008
ขณะที่ประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นกว่า 100% นับตั้งแต่ปี 2564 สะท้อนว่าการปรับฐานของราคาหุ้นในครั้งนี้เกิดจาก Sentiment และความกลัว มากกว่าการเสื่อมถอยของพื้นฐานธุรกิจ
เมื่อราคาปรับลงแรงกว่าพื้นฐาน ความเสี่ยงขาลงจึงเริ่มจำกัด หากความกังวลของตลาดคลี่คลาย มีโอกาสที่จะเห็นแรงซื้อและตลาดจะกลับมาให้ความสำคัญกับพื้นฐานอีกครั้ง
(3) ทำไมเลือก ES-INDONESIA
กองทุนหลักของ ES-INDONESIA ลงทุนผ่าน Fidelity Funds Indonesia Fund โดยมีกลยุทธ์ในการลงทุนเน้นมองหาโอกาสการลงทุนจากการทำ Bottom Up คัดเลือกหุ้นที่มีโครงสร้างแข็งแรง มีโอกาสเป็นผู้ชนะระยะยาวได้ กองทุนหลักจะคัดเลือกหุ้นจากสภาพคล่อง, Fidelity Research จนเหลือหุ้นที่มีคุณภาพสูง 40-50 บริษัท
กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้กองทุนสามารถรับมือกับตลาดขาลงได้ดีกว่าดัชนี โดย ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 กองทุนให้ผลตอบแทน -25.18% YTD เทียบกับดัชนี JCI ที่ -31.46%
📌 มุมมอง Beyond Wealth
เราเชื่อว่าการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่น มักเกิดขึ้นในช่วงที่ Valuation หลุดออกจากพื้นฐานมากเกินไป เพราะความกลัวของตลาด มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของพื้นฐาน
ปัจจุบันหุ้นอินโดนีเซียกำลังซื้อขายที่ระดับ Valuation ต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโต และรัฐบาลเริ่มออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจ จึงมองว่าเป็นจังหวะสำหรับการทยอยสะสมเพื่อรอการฟื้นตัวของ Sentiment
แนะนำซื้อสะสมสำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้สูงและต้องการ exposure อินโดนีเซีย โดยอาจพิจารณาเป็น Satellite Portfolio ในสัดส่วนจำกัด โดยเน้นการทยอยลงทุนมากกว่าลงทุนก้อนเดียว
#BeyondWealth #BeyondInsight #IndonesiaEquity #ESINDONESIA