Beyond Wealth | 1 กรกฎาคม 2569
เดือนกรกฎาคมมักเป็นหนึ่งในเดือนที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของครึ่งปีหลัง และเป็นช่วงที่ตลาดมักกลับมาประเมินภาพใหญ่ใหม่อีกครั้ง ทั้งทิศทางเศรษฐกิจ กำไรบริษัทจดทะเบียน และแนวโน้มนโยบายการเงิน
เมื่อดูสถิติย้อนหลังของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมถือเป็นหนึ่งในเดือนที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นเมื่อเทียบกับเดือนอื่นของปี โดยเฉพาะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมราว 2.4% และมีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นบวกประมาณ 80% ซึ่งถือเป็นสถิติที่แข็งแรงมากในเชิงฤดูกาลของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ปี 2026 มีความแตกต่างจากปีปกติ เพราะเป็น Midterm Election Year ของสหรัฐฯ ซึ่งในอดีตมักเป็นปีที่ตลาดมีความผันผวนสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนเริ่มประเมินความเสี่ยงด้านนโยบาย การเมือง และทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง
สถิติรายกลุ่มอุตสาหกรรมในช่วง กรกฎาคมถึงธันวาคมของปี Midterm ให้ภาพที่น่าสนใจ โดยกลุ่ม Health Care เคยเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุด ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 8.5% และมีสัดส่วนการให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูงมาก ขณะที่กลุ่ม Industrials, Financials, Consumer Staples และ Utilities ก็มีสถิติที่ค่อนข้างแข็งแรงเช่นกัน
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดอาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหุ้น Growth หรือ Technology เพียงอย่างเดียว แต่มีโอกาสเห็นการหมุนเงินเข้าสู่กลุ่มที่มีลักษณะ Defensive Quality กระแสเงินสดมั่นคง และความผันผวนน้อยกว่าตลาดโดยรวมมากขึ้น
ในทางกลับกัน กลุ่ม Technology แม้ยังเป็นธีมหลักของตลาดระยะยาว โดยเฉพาะจากแรงหนุนของ AI และโครงสร้างกำไรของบริษัทขนาดใหญ่ แต่สถิติในช่วงครึ่งหลังของปี Midterm ไม่ได้โดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ขณะที่กลุ่ม Real Estate มักเผชิญแรงกดดันมากกว่าในภาวะที่ดอกเบี้ยยังสูง และต้นทุนทางการเงินยังเป็นปัจจัยสำคัญ
อีกประเด็นที่ควรระวังคือ แม้เดือนกรกฎาคมจะมีสถิติเชิงบวก แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะปรับขึ้นแบบไร้ความเสี่ยง เพราะในบางรอบของปี Midterm ตลาดเคยเผชิญแรงปรับฐานแรงในช่วงครึ่งหลังของปีเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อ Valuation อยู่ในระดับสูง ความคาดหวังต่อกำไรเริ่มตึงตัว หรือมีแรงกดดันจากนโยบายการเงินและการเมืองเข้ามาพร้อมกัน
ดังนั้น สถิติเดือนกรกฎาคมบอกเราว่า ตลาดมีโอกาสเริ่มต้นครึ่งปีหลังด้วยจังหวะที่ดี แต่สำหรับปี 2026 นักลงทุนไม่ควรมองเพียง Seasonality ด้านเดียว เพราะภาพใหญ่ยังขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed, แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน และการหมุนกลุ่มอุตสาหกรรมก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม
📌 มุมมอง Beyond Wealth
เดือนกรกฎาคมยังเป็นเดือนที่มีสถิติสนับสนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน แต่กลยุทธ์ที่เหมาะสมอาจไม่ใช่การไล่ซื้อทั้งตลาดแบบไม่เลือกกลุ่ม เพราะปี 2026 เป็นปี Midterm ที่มีโอกาสเห็นความผันผวนและ Sector Rotation ชัดขึ้น
นักลงทุนควรเน้นพอร์ตที่สมดุลระหว่างหุ้นคุณภาพ กลุ่ม Defensive Growth และสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวน เช่น ตราสารหนี้และทองคำ ขณะเดียวกันยังสามารถทยอยสะสมหุ้นในธีมระยะยาวได้ หากตลาดปรับฐานจากแรงกดดันระยะสั้น
สถิติอาจช่วยบอกจังหวะ แต่การบริหารพอร์ตยังต้องอาศัยวินัยและการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
#BeyondWealth #BeyondInsight #JulyEffect #SP500 #MidtermElection