Beyond Insight | 12 กุมภาพันธ์ 2569
📍 สิ่งที่เกิดขึ้นกับหุ้นกลุ่ม Software ในรอบนี้ ไม่ใช่แค่การพักฐานตามวัฏจักรตลาด และไม่ใช่เพราะนักลงทุนกลัว AI ในเชิงเทคโนโลยี แต่เป็นเพราะตลาดเริ่มตั้งคำถามกับ “โมเดลรายได้” ของซอฟต์แวร์จำนวนมากอย่างจริงจัง ว่าของที่เคยแพง ยังจำเป็นต้องแพงอยู่หรือไม่ ในโลกที่ AI ทำงานแทนได้เร็วและถูกลงอย่างมาก
มุมมองนี้สะท้อนผ่านคำพูดของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรรายใหญ่ ซึ่งยอมรับตรงไปตรงมาว่า ภายในเวลาเพียง 4 เดือน บริษัทสูญเสียมูลค่าตลาดไปแล้วกว่า 47% หุ้นร่วงวันเดียว 6% โบนัสหาย กำไรหด ‼️
📍 ที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้มองว่านี่คือความผิดพลาดจากการบริหาร แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิง “โครงสร้างของอุตสาหกรรม” และจุดเปลี่ยนนั้นมาจากสิ่งที่ Anthropic ทำ นั่นคือการเปิดตัวปลั๊กอินสำหรับ Claude ออกมา 11 ตัว เปิดให้ใช้ฟรี และใช้งานได้ทันทีในราคาเพียง 20 ดอลลาร์ต่อเดือน
ปลั๊กอินเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ช่วยพิมพ์หรือสรุปเอกสาร แต่เข้าไปแทนงานระดับกระบวนการเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การตรวจสัญญา การคัดกรอง NDA งานด้าน compliance ไปจนถึงเวิร์กโฟลว์ทางกฎหมายที่ในอดีตเคยคิดเงินลูกค้าหลายร้อยหรือหลายพันดอลลาร์ต่อชั่วโมง งานที่เคยต้องใช้ทนาย junior ทีมงานจำนวนมาก และ billable hours มหาศาล กำลังถูกย่อให้เหลือเพียงหน้าต่างแชทเดียว ✅
🔴 ผลกระทบสะท้อนทันทีในตลาด หุ้นในกลุ่มกฎหมายและซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น Thomson Reuters และ LegalZoom ร่วงลงแรงในช่วงเวลาไม่กี่วัน เพราะนักลงทุนเริ่มเห็นภาพเดียวกันว่า รายได้ที่เคยมั่นคงจากงานซ้ำ ๆ ราคาแพง กำลังถูกบีบจากต้นทุนที่ลดลงแบบก้าวกระโดด 📉
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ใช้ประโยคเดียวกันเพื่อสร้างความมั่นใจว่า AI มาเพื่อเสริม ไม่ใช่มาแทน แต่มุมมองจากคนในยอมรับว่า นี่คือเรื่องเล่า (narrative) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อยืดอายุโมเดลธุรกิจ พูดกับนักลงทุน ลูกค้า พนักงาน และแม้แต่นักศึกษากฎหมายที่แบกหนี้เรียนจำนวนมาก
🌍 ในวงสนทนาของผู้บริหารระดับโลก ทุกคนรู้ดีว่าการแทนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่างกันแค่จังหวะเวลาและใครจะออกจากเกมได้ทัน สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาในรูปแบบที่ต้นทุนต่ำ รวดเร็ว และเปิดให้ใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านวงจรการขายแบบองค์กร (enterprise sales) ที่ยาวนาน ไม่ต้องมีที่ปรึกษาภาคบังคับ และไม่ต้องมีแพ็กเกจบริการราคาแพง
💚 หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่า AI ฉลาดกว่ามนุษย์หรือไม่ แต่คือ “เศรษฐศาสตร์ของงาน” AI ไม่จำเป็นต้องทำได้สมบูรณ์แบบ แค่ทำได้ประมาณ 70–80% ของงานเดิม ก็เพียงพอจะทำลายโมเดลคิดเงินรายชั่วโมงได้แล้ว เพราะอีกส่วนที่เหลือมักเป็นเรื่องความสัมพันธ์ การประชุม หรือกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเชิงโครงสร้างจริง
กลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นแรงงานความรู้ระดับต้น ไม่ว่าจะเป็นทนาย junior คนตรวจสัญญา นักวิเคราะห์ด้านกฎระเบียบ ที่ปรึกษา นักวิเคราะห์การเงิน ไปจนถึงงานเชิงซ้ำซากอย่างการจัดทำสไลด์หรือรายงานเชิงกระบวนการ เพราะทั้งหมดนี้คือรายได้ที่ AI สามารถลดต้นทุนได้อย่างชัดเจน 💼📊
💡 Morgan Stanley เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึง โมเดลธุรกิจเดิมกำลังถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง ขณะที่ Adam Parker จาก Trivariate Research สรุปภาพได้ชัดเจนว่า หุ้นซอฟต์แวร์กำลังอยู่ในสถานะ “ผิดไว้ก่อนจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์” ตลาดจะไม่ให้พรีเมียมมัลติเพิลเหมือนเดิม จนกว่าบริษัทจะพิสูจน์ได้ว่าซอฟต์แวร์ของตนไม่ถูกลดบทบาทให้เหลือเพียงฟีเจอร์หนึ่งในระบบ AI 🤖
⛓️💥 สิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อันตราย คือมันไม่จำเป็นต้องทำให้รายได้หายทันที แต่จะค่อย ๆ กัดกินความสามารถในการตั้งราคา ลูกค้าต่อรองหนักขึ้น สัญญาสั้นลง โมดูลบางส่วนถูกถอดออก และ service layer ที่เคยทำกำไรสูงเริ่มถูกกดราคา ซึ่งทั้งหมดนี้จะสะท้อนในงบการเงินช้ากว่าที่ตลาดรับรู้
📌 มุมมอง Beyond Wealth
นี่อาจไม่ใช่วิกฤตของเทคโนโลยี แต่เป็นการ “รีเซ็ตราคา” ของซอฟต์แวร์ทั้งอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์จะยังเติบโต แต่จะเติบโตไม่เท่ากัน บริษัทที่รอดคือบริษัทที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานจริง มีความจำเป็นเชิงระบบ มีข้อมูลหรือเวิร์กโฟลว์เฉพาะทาง และอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI มากกว่าถูก AI กดราคา
📂 ในทางกลับกัน ซอฟต์แวร์ที่รายได้พึ่งพา service layer สูง หรืออธิบายไม่ได้ว่าทำไมลูกค้าต้องจ่ายราคาเดิมในโลกที่ AI ถูกลงเร็วมาก ควรถูกประเมินด้วยความระมัดระวัง เพราะความเสี่ยงอาจไม่ได้อยู่ที่กำไรไตรมาสหน้า
แต่อยู่ที่ “ความสามารถในการตั้งราคา” ของอีกหลายปีข้างหน้า…
Source:
Bloomberg.com
Morgan Stanley, Outlook 2026 Bain & Investment: https://www.bain.com/insights/will-agentic-ai-disrupt-saas-technology-report-2025/