Beyond Wealth Insight | 24 มกราคม 2569
ใครหลายคนบอกไว้ว่า ถ้าอยากมองหาการลงทุนระยะยาว "ตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือ คำตอบ" เพราะที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ให้ผลตอบแทนดีเพราะโชคช่วย แต่เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทำกำไรเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 11.7% ต่อปี
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขยิ่งเร่งขึ้นมาสูงกว่า 15% ต่อปี ทั้งที่ปี 2025 เต็มไปด้วยความผันผวน (ข้อมูลจาก Merrill Lynch)
สิ่งที่นักลงทุนควรปรับมุมมองใหม่ คือ เปลี่ยนจากการมอง "ระดับราคาของหุ้น" ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มาพิจารณากำไรของบริษัทแทนว่ากำลังโตด้วยโครงสร้างแบบไหน
ปีที่แล้วเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้ร้อนแรง ตลาดแรงงานเริ่มแผ่วลง แต่กำไรบริษัทใหญ่กลับยังทำจุดสูงขึ้นได้ แม้ว่าการจ้างงานจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนในอดีต แต่รายได้ยังขยาย
ผลลัพธ์คือ “ผลิตภาพต่อแรงงาน” สูงขึ้น (ใช้คนน้อยลง ได้ผลลัพธ์เท่าเดิม มีประสิทธิภาพมากขึ้น) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ตลาดหุ้นชอบมาก เพราะ “ต้นทุนขึ้นแบบช้าๆ แต่รายได้เติบโตรวดเร็วกว่า”
ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้?
เพราะการใช้ AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในธุรกิจจริงช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย และทำให้คนทำงานได้มากขึ้นในเวลาที่เท่าเดิม งานวิจัยด้านองค์กรและผลิตภาพจำนวนมากชี้ตรงกันว่า
เมื่อเทคโนโลยีเริ่มถูกใช้ในวงกว้าง
อัตรากำไรจะยืนสูงได้นานกว่าปกติ
ข้อมูลฝั่งตลาดก็สะท้อนภาพเดียวกัน อัตรากำไรล่วงหน้า 12 เดือนของบริษัทใน S&P 500 ขึ้นไปแถว 14.8% ซึ่งถือว่าสูงสุดในเชิงประวัติศาสตร์
ตัวเลขนี้บอกเราว่ากำไรรอบนี้ไม่ได้มาจากยอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างเดียว แต่มาจากการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพที่ดีขึ้นด้วย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายสำนักยังเชื่อว่าผลตอบแทนระยะถัดไปอาจยังไปต่อได้ แม้ระหว่างทางจะมีข่าวลบหรือแรงขายเป็นช่วง ๆ
ตราบใดที่กำไรยังโตระดับสองหลัก และผลิตภาพยังเป็นตัวช่วยหลัก ตลาดก็ยังไม่เข้าภาวะปลายวัฏจักรแบบชัดเจน
สิ่งสำคัญของการลงทุน
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตาไม่ใช่ระดับดัชนีในแต่ละวัน แต่คือความยั่งยืนของกำไรและผลิตภาพ
หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังสามารถแยก “การเติบโตของกำไร” ออกจาก “การเติบโตของแรงงาน” ได้ วงจรขาขึ้นรอบนี้อาจดำเนินต่อไปได้นานกว่าที่หลายคนคาดไว้